ผู้บริหาร


นางทิวาวรรณ ศรีวิชัย
หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านป่าไม้

Login Form

พระราชดำริเกี่ยวกับงานศึกษาและพัฒนาด้านไม้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ

พระราชดำริเกี่ยวกับงานศึกษาและพัฒนาด้านไม้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ

เมื่อวันที่  25  พฤศจิกายน  2525

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้  หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ  จักรพันธุ์   องคมนตรี   และอธิบดีกรมชลประทาน   พร้อมด้วย นายเล็ก  จินดาสงวน     เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  ณ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดา   ในการนี้  ได้พระราชทานกระแสพระราชดำริ  ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำรินี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและทดลองงานพัฒนาการเกษตรต่างๆ ตามความเหมาะสมสำหรับเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้  

         อ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ พร้อมระบบส่งน้ำขนาดจุ  900,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่กิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ฯรวมทั้งพื้นที่การเกษตรของราษฎรบ้านนานกเค้า รวมเป็นพื้นที่  1,600  ไร่ รวมทั้งส่งเสริมให้กับพื้นที่ พัฒนาป่าไม้ ประมาณ  11,000  ไร่ อ่างเก็บน้ำภูไม้รวก  อ่างเก็บน้ำห้วยเวียนไพรและก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร อีกจำนวน 65  แห่ง เพื่อเพิ่มความชุมชื้นให้กับพื้นที่พัฒนาป่าไม้ด้วยน้ำชลประทาน อีกประมาณ  1,000  ไร่ เพื่อบำรุงรักษาฝายต้นน้ำลำธาร ตลอดจนสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา และปลูกหญ้าแฝกบริเวณรอบศูนย์ฯ เพื่อป้องกันการพังทลายและกัดเซาะหน้าดินตามแนวขอบฝาย

พระราชดำริ เมื่อวันที่   27   พฤศจิกายน   2526

         ต่อมาในวันที่  27  พฤศจิกายน  2526   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน  บริเวณบ้านนานกเค้า   อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร  และได้พระราชทานกระแสพระราชดำริ  พอสรุปได้ ดังนี้

        1.พื้นที่พัฒนาป่าไม้ ระหว่างแนวท่อส่งน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่กับห้วยยาง ประมาณ  800 ไร่ ควรสร้างบ่อจ่ายน้ำขนาดเล็กไว้ตามแนวท่อส่งน้ำบริเวณลูกเนิน และสร้างอาคารบังคับน้ำบริเวณที่ท่อส่งน้ำตัดผ่านลำห้วยสายต่างๆด้วย เพื่อส่งน้ำสนับสนุนการพัฒนาป่าไม้ในพื้นที่นี้ และควรก่อสร้างฝายเก็บกักน้ำตามลำน้ำสายต่างๆ ไว้เป็นช่วงๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นในดินสนับสนุนการพัฒนาป่าไม้ สำหรับในระยะฤดูแล้งจะระบายน้ำจากท่อส่งน้ำลงมาตามลำห้วย ให้กับฝายเก็บน้ำต่างๆ เป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ป่าไม้ในพื้นที่ 800 ไร่ ดังกล่าวเจริญเติบโตได้ผลอย่างสมบูรณ์ตลอดปี

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้  

ดำเนินการดูและป้องกันรักษาป่าบนพื้นที่  11,000 ไร่ รวมทั้งการปลูกและบำรุงป่าธรรมชาติที่เสื่อมโทรมเป็นพื้นที่จำนวน ประมาณ 2,000 ไร่ บำรุงป่าธรรมชาติในป่าบริเวณต้นน้ำธาร จำนวนประมาณ 1,500 ไร่ โดยให้นำไม้ 3 อย่างไปปลูกได้แก่ไม้ใช้สอยไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ และไม้กินได้ ซึ่งใช้หลักปลูกป่า 3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผืนป่าโดยการสร้างระบบส่งน้ำชลประทานจากอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ ให้แก่พื้นที่ป่าด้านล่าง ประมาณ 1,000 ไร่ ตามแนวพระราชดำริ ทำให้เกิดความหนาแน่น และอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้มากกว่าพื้นที่ป่าบริเวณอื่นๆ เนื่องจากได้รับความชุ่มชื่นตลอดปี

         2.โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาป่าไม้บริเวณต้นน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ และบริเวณต้นน้ำของอ่างเก็บน้ำภูไม้รวกด้วย โดยให้พิจารณาเป็นพื้นที่พัฒนาป่าไม้ในเขตปริมณฑลของศูนย์ฯ พื้นที่ประมาณ 7,500 ไร่ และควรพิจารณาจัดตั้งหมู่บ้านป่าไม้ขึ้นที่ต้นน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ บริเวณถนนสายกาฬสินธุ์ – สกลนคร ประมาณ 10 ครอบครัว ครอบครัวละประมาณ 100 ไร่ เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการพัฒนาป่าไม้ในเขตพื้นที่ดังกล่าว

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้  

         ฝ่ายศึกษาและพัฒนาด้านงานป่าไม้  ได้ดำเนินการจัดหมู่บ้านป่าไม้ตัวอย่าง จำนวน  10  ครอบครัว ที่บริเวณกิโลเมตรที่  21 ถนนสายกาฬสินธุ์ – สกลนคร พื้นที่จำนวน 100 ไร่ โดยแบ่งให้ครอบครัวละ 10  ไร่  เป็นที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 0.5 ไร่  เป็นที่ทำกินครอบครัวเพื่อทำกินในบริเวณอ่างเก็บน้ำลาดกะเฌอ  และบริเวณป่าของอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ ซึ่งพิจารณาคัดเลือกจากราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินที่อื่นจริงๆ  ซึ่งสมาชิกหมู่บ้านป่าไม้ตัวอย่างจำนวน 10 ครอบครัว  ได้รับการสนับสนุนเพื่อให้ราษฎรอยู่ดีกินดีและรู้จักการพัฒนาตนเอง ซึ่งหน่วยงานของศูนย์ฯ เข้าไปดำเนินการดังนี้  กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยเวียนไพร เพื่อให้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูก กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการจัดแปลงนา จำนวน 65  ไร่ พร้อมทั้งสนับสนุนปุ๋ยหมักให้แก่สมาชิกหมู่บ้านป่าไม้ กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนด้านพันธุ์ไม้และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงไก่และหน่วยงานของศูนย์ฯได้เข้าดำเนินการแนะนำส่งเสริมในแต่ละปีให้แก่สมาชิกตลอดทั้งให้สมาชิกหมู่บ้านป่าไม้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ ที่สนใจ

พระราชดำริเมื่อวันที่  9  พฤศจิกายน  2527

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระเนตรโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเดียก ตามพระราชดำริในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ได้พระราชทานพระราชดำริพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

          1.สำหรับโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นั้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะย่อส่วนภูมิประเทศให้เล็กลง เพื่อที่จะให้มีการดำเนินงานในทุกๆด้าน มารวมอยู่ในศูนย์ฯนี้ โดยจะมีการศึกษา ทดลอง เผยแพร่การพัฒนาและเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการและประชาชน สามารถมาดูงาน ศึกษา และพัฒนาไปใช้ปฏิบัติได้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา โดยจะมีการศึกษา และพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นการเพาะกล้า การปลูก การใช้ที่ดิน ให้เหมาะสมตลอดจนการแปรสภาพผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้

งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ได้ดำเนินการดูแลป้องกันรักษาป่าและดำเนินการประชาสัมพันธ์การป้องกันรักษาป่า

 

- ให้จัดหาพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกราษฎรบุกรุกแผ้วถางป่าไปแล้ว จัดทำเป็นสถานที่สาธิตการปลูกป่า โดยแสดงให้เห็นว่าป่าไม้สามารถป้องกันการพังทลายของดินได้  แต่ถ้าราษฎรบุกรุกทำลายป่าไปมากๆ แล้ว จะทำให้เกินผลเสียอย่างไรบ้าง

ผลการดำเนินงาน มีดังนี้

       ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เมือง จ.สกลนคร โดยใช้แปลงทดลองขนาด 2x10 เมตร   จำนวน 12 แปลง   เพื่อศึกษาถึงการควบคุมการชะล้าง 4 วิธี โดยวางแปลงในพื้นที่ความลาดเท 0-5 , 5 – 10 และ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ รวม 3 ระดับ ระดับความลาดเทละ 4 วิธี รวม 12 แปลง ในแต่ละแปลงปลูกพืชชนิดเดียวกันคือตะไคร้ (Andropogon nardus linn.) ผลการศึกษาสรุปได้ว่า

1.ปริมาณตะกอนจากแปลงควาบคุมการชะล้างโดยวิธีปลูกพืชตามแนวเส้นขอบเขา(Cpmtpir Farming) ยกแปลงและขุดร่องไปตามเส้นขอบ (Bedding) ทำร่องระบายน้ำไปตามเส้นขอบเขา (Contour Furrowing) และวิธียกร่องไปตามเส้นขอบเขา (Contour Ridging) มีค่า 255.42 ,131.10 ,128.89 และ 70.81 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ

2.ปริมาณน้ำไหลบ่าจากแปลงควบคุมการชะล้างโดยวิธีปลูกตามแนวเส้นขอบเขา (Contour Farming) ยกแปลงขุดร่องไปตามแนวเส้นขอบเขา (Bedding) ทำร่องระบายน้ำไปตามเส้นขอบเขา (Contour Furrowing) และวิธียกร่องไปตามเส้นขอบเขา (Contour ridging) มีค่า 476.79 ,311.12 ,310.65 และ 184.32 ลูกบาศก์เมตรต่อไปตามลำดับ

3.เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาปริมาณตะกอน  และน้ำไหลบ่าในพื้นที่ปราศจากสิ่งคลุม (Clearing Forest) ในพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกันในบันทึกและวิจัยที่ผ่านมา (วีระ พุกจรูญ , 2528) พบว่าวิธีการชะล้างโดยวิธี Contour Ridging , Contour Furrowing ,  Bedding เป็นวิธีที่เหมาะสมจะนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในกรณี 3 Lope ไม่เกิน 15 % โดยจะช่วยลดปริมาณตะกอนได้ 3.5 , 2.0 ,1.8 เท่า และลดปริมาณน้ำไหลบ่าได้ 2.4 ,1.45 และ 1.44 เท่าตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ปราศจากสิ่งปกคลุม (Clearing Forest Area)

        - ให้มีการสาธิตการปลูกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ผล และไม้ใช้สอย โดยให้ทำบริเวณเชิงเขาด้านทิศตะวันตก เพื่อให้ราษฎรมาดูเป็นตัวอย่างว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกๆด้าน เช่น ไม้ผล ใช้รับประทานได้ทั้งคน และสัตว์ ไม้ไผ่สามารถใช้ประโยชน์ในทางรับประทาน และใช้สอยต่างๆ ส่วนไม้ใช้สอยก็จะใช้ทำฟืน เผาถ่าน เป็นต้น

         ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้

การปลูกและบำรุงรักษาป่าธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ตั้งแต่ปี 2527 – 2542 เป็นจำนวน 1,880 ไร่ และได้บำรุงป่าธรรมชาติในป่าบริเวณต้นน้ำ ลำธาร จำนวน 1,500 ไร่ ซึ่งสามารถฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยได้นำไม้ 3 อย่างไปปลูก ได้แก่ ไม้ใช้สอย ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ และไม้กินได้ ซึ่งใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

         - ให้ทำการทดลองการปลูกต้นยูคาลิปตัส  โดยเปรียบเทียบการปลูกในขณะที่กล้าไม้มีรากอยู่ในถุงกับการปลูกรากตรงว่าอย่างไหนจะเจริญเติบโตเร็วกว่ากัน

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้

ฝ่ายศึกษาและพัฒนาป่าไม้ได้ดำเนินการศึกษา ทดลอง เปรียบเทียบ การเจริญเติบโตของไม้ยูค่าลิปตัส  3  ลักษณะดังนี้

1.กล้าไม้มีรากแทงออกจากถุงดิน แล้วนำไปปลูก
2.กล้าไม้มีรากแทงออกจากถุงดิน จำนวนมากแล้วทำการยึดรากออกให้ตรงแล้วนำไปปลูก
3.กล้าไม้สมบูรณ์ที่สุด โดยรากยังไม่แทงออกจากถุงดินแล้วนำไปปลูก

      สรุปผลการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบความเจริญเติบโตของไม้ยูคาลิปตัสที่ใช้ระบบรากในการปลูกเป็นข้อที่กำหนดทั้ง 3 กรณี ผลออกมาปรากฏว่าความสูงเฉลี่ยและความโตเฉลี่ยออกมาใกล้เคียงกันทุกแปลง เนื่องจากต้นยูคาลิปตัส เป็นไม้ที่มีระบบรากที่ดี การกำหนดให้ใช้ระบบรากเป็นข้อกำหนดในการทดลอง ผลจึงออกมาไม่แตกต่างกันแม้ว่าในกรณีที่ 2 รากจะแทงออกนอกถุงจำนวนมากและเป็นไม้ที่ค้างปี แต่รากของต้นยูคาลิปตัสก็ไม่ชดและขมวดกันจนเป็นปมจึงไม่เห็นผลที่จะทำให้ฮอร์โมนสามารถลงรากได้เหมือนไม้บางชนิดจึงไม่มีผลกระทบต่อความเจริญเติบโตของต้นยูคาลิปตัสแต่อย่างใด               

พระราชดำริเมื่อวันที่  25  พฤศจิกายน   2527

        เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2527  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรอ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่  และบริเวณเขตปริมณฑลของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พระราชทานพระราชดำริ พอสรุปได้ดังนี้

       1.ควรดำเนินการพัฒนาป่าไม้ด้วยน้ำชลประทานแบบง่ายๆ เช่น การต่อท่อน้ำด้วยไม้ไผ่ เพื่อนำน้ำไปสนับสนุนการปลูกป่า  การปลูกป่าในบริเวณที่ฝายกั้นน้ำ และการปลูกป่าโดยธรรมชาติ  ซึ่งไม่มีฝายกั้นน้ำอยู่  และแสดงให้คนมาดูงานเห็นวิธีการต่างๆ ด้วยในบริเวณที่ว่างเปล่าและสามารถเข้าไปถึงก็ให้พยายามก่อสร้างฝายกั้นน้ำขนาดเล็กๆ  เพื่อรวบรวมน้ำเข้ามาอยู่ร่วมกันและพยายามกระจายน้ำออกไปให้ทั่วบริเวณ  เพื่อเสริมสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ดินในบริเวณนั้น  อันจะช่วยพัฒนาป่าไม้ได้อย่างรวดเร็ว  เมื่อก่อสร้างฝายเล็กๆ แล้ว ก็ให้ปลูกป่าเริมให้สามารถปกปิดในบริเวณนั้นได้ทั่วถึง  และพยายามส่งเสริมให้มีการสร้างแนวกันไฟด้วย

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้ 

       การดำเนินการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) 1,000 แห่ง การดำเนินการดังกล่าวได้ให้ราษฎรที่มีพื้นที่อาศัยรวมพื้นที่ป่าไม้ มีส่วนร่วมในการให้แรงงานก่อสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ ความรักและหวงแหนพื้นที่ป่า รวมทั้งการป้องกันรักษาสภาพป่าธรรมชาติ ทำแนวกันไฟ ดายหญ้าและวัชพืชตามแนวรอยต่อแปลงบำรุงป่าธรรมชาติ เพื่อให้ป่าอยู่ในสภาพอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ตลอดไป

  1. อ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่นี้ พยายามให้ใช้ประโยชน์จากน้ำให้มากที่สุด และลองคำนวณดูว่าเมื่อใช้น้ำอย่างเต็มที่แล้ว น้ำจะลดลงไปถึงระดับไหนได้บ้าง และจะเป็นอุปสรรคต่อการที่จะเป็นแหล่งประมงของชาวประมงของชาวบ้านหรือไม่

ผลการดำเนินงาน มีดังนี้

       ในปี   2526  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯได้เพิ่มสปริงเวย์ขึ้นอีก 0.50 เมตร   ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้น จาก 900,000 ลบ.ม. เป็น 1,000,000  ลบ.ม.  และได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นบริหารจัดการน้ำร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯทำให้การใช้น้ำเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

          -  ให้มีการพัฒนาป่าไม้ด้วยระบบชลประทาน โดยเร่งการปลูกไม้โตเร็วซึ่งต้องโตเร็วกว่าที่อื่นถึง 2 เท่าตัว เพราะภูมิประเทศนี้เหมาะสมดีมาก และมีปริมาณน้ำมากในฤดูฝนก็จะใช้น้ำฝน ในฤดูแล้งก็จะปล่อยน้ำจากห้วยตาดไฮใหญ่ลงมา (เพื่อเป็นการเพิ่มฤดูฝนให้มากขึ้น) ในขณะเดียวกันให้ศึกษาว่าประชากร 1 ครอบครัว ควรจะปลูกไม้ใช้สอยเป็นจำนวนกี่ไร่ จึงจะพอเพียงเพราะเมื่อราษฎรมีไม้ใช้สอยพอเพียงแล้ว ก็จะไม่บุกรุกขึ้นไปทำป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

          ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้

การศึกษาเปรียบเทียบความเจริญเติบโตของไม้  4  ชนิด ได้แก่ ไม้กระถินยักษ์ (Leucelna Leucocephala)  ไม้ยูคาลิปตัส (Eucaluptus Camaldulensis) ยางพารา (Heveabrasilliensis) สบู่ดำ (Jatropha Curcas)  ปลูกร่วมกัน โดยมีระยะห่าง (          Spacing) 2X2 เมตร ทำให้ไม้ทั้ง 4 ชนิด เกิดการแก่งแย่ง (Competition) อย่างรุนแรง ในด้านความต้องการแสงแดด น้ำ อาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ในดินจากการตรวจวัดความเจริญเติบโต เมื่อได้อายุได้ 7 ปี  ไม้ยูคาลิปตัสจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุด รองลงมาได้แก่ ไม้กระถินยักษ์ ยางพารา และสบู่ดำ ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากไม้ยูคาลิปตัสเป็นไม้โตเร็วมีความสามารถในการแก่งแย่งสูงจึงเจริญเติบโตบดบังแสงในบางช่วงเวลาของมันทำให้ต้นไม้ที่เหลือไม่สามารถหาอาหารได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นที่ทำการทดลอง การเจริญเติบโตของไม้ทั้ง 4 ชนิด ที่ปลูกร่วมกันก็สามารถเจริญเติบโตได้ แต่ผลที่ได้รับจากการทดลองชี้ให้เห็นว่า การนำไม้หลายชนิดมาปลูกร่วมกันจะมีไม้เพียง 1 หรือ 2 ชนิดเท่านั้นที่จะเจริญเติบโตได้ดี และใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับการด้านการอนุรักษ์ก็สามารถนำไม้หลายชนิดมาปลูกร่วมกันได้ ซึ่งจะเห็นได้จากป่าธรรมชาติมีไม้หลากหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ร่วมกันได้ดี แต่ก็ต้องคำนึงถึงชนิดพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ดั้งเดิมในลักษณะพื้นที่ (Site) นั้น ๆ เป็นหลักในการพิจารณามาปลูกร่วมกัน

  1. เนื่องจากปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือมลภาวะเป็นพิษ กำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก  ซึ่งเรื่องหนึ่งได้แก่การเผาผลาญอินทรีย์สารมากเกินไป  ทำให้ก๊าซคาร์บอนออกไซด์เกิดขึ้นจำนวนมาก  และไปห่อหุ้มโลกในชั้นบรรยากาศ  อันเป็นการปิดกั้นไม่ให้มีการระบายความร้อนเป็นไปตามธรรมชาติ  ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกิดความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ  และเป็นภัยอย่างร้ายแรง  ดังที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีความห่วงใยในปัญหานี้  ซึ่งเรียกกันว่า  กรีนเฮาส์เอฟเฟ็ค (Green House Effect)   แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหานี้  ทรงมีแนวทางที่จะใช้วิธีทางธรรมชาติ  เข้าแก้ไขธรรมชาติด้วยกันเอง  โดยมีพระราชดำริให้  นักวิชาการ  หรือศูนย์ศึกษาฯ  ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยหาปริมาณของอ๊อกซิเจนที่ต้นไม้ผลิตออกมาและศึกษาว่าพืชชนิดใด  จะสามารถผลิตออกซิเจนได้มากกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์  หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ  การศึกษาหาปริมาณคาร์บอนในพืชต่างๆ  เนื่องจากพืชที่เก็บคาร์บอนไว้นั้น  ส่วนใหญ่จะมาจากคาร์บอนไดอ๊อกไซด์  เมื่อเป็นดังนี้ก็จะสามารถกำหนดจำนวนคาร์บอนไดอ๊อกไซด์  ที่พืชดูดซับเข้าไป  และจำนวนออกซิเจนที่พืชคายออกมา  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็จะสามารถทราบได้ว่าพืชชนิดใดสามารถดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ได้ดีกว่า  หรือสามารถดูดอ๊อกซิเจนได้มากที่สุด ก็จะส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ชนิดนั้นให้มากๆ  เพราะนอกจากจะช่วยลดคาร์บอนไดอ๊อกไซด์บรรยากาศแล้ว  ยังเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนอีกด้วย  ซึ่งจะเป็นการบรรเทาปัญหา  กรีนเฮาส์เอฟเฟ็ค  ได้วิธีหนึ่ง

ผลการดำเนินงาน   มีดังนี้

      การศึกษาการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการตอบสนองต่อปัจจัยแสงได้ดำเนินการกับพันธุ์ไม้ 5 ชนิด ได้แก่ เต็ง รัง แดง สัก และยูคาลิปตัส ณ บริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร  โดยวัดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุกสองชั่วโมงในรอบวันของพันธุ์ไม้ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 18.00 น. ในฤดูหนาว (เดือน มกราคม 2540) ฤดูร้อน (เดือนเมษายน 2540) และในฤดูฝน (เดือน กรกฎาคม 2540) ทำการวัดอัตราการตอบสนองต่อแสงโดยใช้หลอดไฟในเครื่องมือ LCA-3 เป็นแหล่งกำเนิดแสง โดยปรับความเข้มแสงเป็น 7 ระดับ คือ 60, 163, 337, 420, 630, และ 1,274 umol/m/s

      ผลการศึกษาพบว่าอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรอบวันของพันธุ์ไม้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนเช้า และมีอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดในช่วงเวลาประมาณ เวลา 08.00 – 11.00 น. แตกต่างกันไปตามชนิดไม้และฤดูกาลที่ศึกษาสำหรับการตอบสนองอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อความเข้มแสงมีความแตกต่างกันระหว่างพันธุ์ไม้แต่ละชนิด และแตกต่างกันในระหว่างช่วงเช้าและบ่าย โดยในช่วงเช้าจะมีอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทีจุดอิ่มตัวของแสงสูงกว่าในช่วงบ่าย ยกเว้นในไม้ยูคาลิปตัส

      ในการทดลองพื้นที่นี้หากจะมีการนำวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ก็ควรเปรียบเทียบค่าดัชนีของไม้สักกับไม้ชนิดอื่นในท้องที่อื่นซึ่งจะปลูกไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย นอกจากนั้นยังควรเปรียบเทียบค่าตอบแทนในการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ หากไม้ชนิดใดให้การตอบแทนทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่ชนิดหนึ่งมีค่าดัชนีการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงกว่า ก็ควรสนับสนุนให้การปลูกสวนป่าภาครัฐ หรือเอกชนเลือกปลูกชนิดนั้น หรือชนิดไม้ที่ให้ค่าดัชนีต่ำลงเพียงเล็กน้อย แต่ให้ค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง เป็นการทดแทนย่อมจูงใจสมาชิกสังคม ในท้องที่ให้เต็มใจร่วมมือได้มากกว่า

สรุปผลการดำเนินงาน  พ.ศ. 2548

จากการศึกษาวิจัยสามารถสรุปได้ว่า

  1. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบ ได้แก่ การสังเคราะห์แสง และการคายน้ำ มีความผันแปรตามฤดูกาล ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความผันแปรตามฤดูกาล ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นในดินทั้งนี้ ค่าชลศักย์ในใบที่วัดในขณะที่ใบยังไม่ได้รับแสงสามารถใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ปริมาณความชื้นที่อยู่บริเวณรอบๆรากได้เป็นอย่างดี
  2. ประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยพื้นที่ใบมีความแตกต่างระหว่างชนิดไม้เหียงมีอัตราการสังเคราะห์แสงเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ขี้เหล็ก กระบก เหมือดโลด และมะกอก เกลื้อน ตามลำดับ
  3. ดัชนีพื้นที่ใบของพรรณไม้ทั้ง 5 ชนิดมีความผันแปรตามฤดูกาลขึ้นกับลักษณะทางชีพลักษณ์ของใบและมีความแตกต่างระหว่างชนิดไม้ โดยเหมือดโลด มีค่าดัชนีพื้นที่ใบเฉลี่ยรายปี สูงสุด รองลงมา คือกระบก ขี้เหล็ก มะกอกเกลื้อน และเหียง ตามลำดับ
  4. ศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพื้นที่ปกคลุมของเรือนยอดมีความแตกต่างระหว่างชนิดไม้ ขี้เหล็ก และกระบก เป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า เหียง เหมือดโลด และมะกอกเกลื้อน ตามลำดับ ทั้งนี้ อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพื้นที่ใบและค่าดัชนีพื้นที่ใบเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ถึงศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ จากข้อสรุปงานวิจัยข้างต้นสามารถนำไปใช้ในการให้คำแนะนำและส่งเสริมแก่ประชาชน หรือเกษตรกรในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และในพื้นที่ใกล้เคียงในการเลือกชนิดไม้สำหรับปลูกเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กำลังเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ในปัจจุบันและอนาคต โดยชนิดไม้ที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ขี้เหล็ก ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่นำมาปลูกในพื้นที่สวนป่าและกระบกซึ่งเป็นพรรณไม้ในป่าเต็งรัง

สรุปผลการดำเนินงาน  พ.ศ. 2549

จาการศึกษาวิจัยสามารถสรุปได้ว่า

  1. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบ ได้แก่ การสังเคราะห์แสง และการคายน้ำ มีความผันแปรตามฤดูกาล ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความผันแปรตามฤดูกาล ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นในดินทั้งนี้ ค่าชลศักย์ในใบที่วัดในขณะที่ใบยังไม่ได้รับแสงสามารถใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ปริมาณความชื้นที่อยู่บริเวณรอบๆ รากได้เป็นอย่างดี
  2. ประสิทธิ์ภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยพื้นที่ใบมีความแตกต่างระหว่างชนิดไม้ พลวงมีอัตราการสังเคราะห์แสงเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ หนามแท่ง กระโดน ส้านใหญ่ และประดู่ ตามลำดับ
  3. ดัชนีพื้นที่ใบของพรรณไม้ทั้ง 5 ชนิดมีความผันแปรตามฤดูกาลขึ้นกับลักษณะทางชีพลักษณ์ของใบ และมีความแตกต่างระหว่างชนิดไม้ โดยกระโดน มีค่าดัชนีพื้นที่ใบเฉลี่ยต่อปีสูงสุด รองลงมา ได้แก่ หนามแท่ง ส้านใหญ่ ประดู่ และพลวง ตามลำดับ
  4. ศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพื้นที่ปกคลุมของเรือนยอดมีความแตกต่าง ระหว่างชนิดไม้ กระโดน เป็นพรรณไม้ที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด รองลงมาได้แก่ หนามแท่ง พลวง ส้านใหญ่ และประดู่ ตามลำดับ ทั้งนี้ ค่าดัชนีพื้นที่ใบเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ถึงศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้

          จากข้อสรุปงานวิจัยข้างต้นสามารถนำไปใช้ในการให้คำแนะนำและส่งเสริมแก่ประชาชน หรือเกษตรกรในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และในพื้นที่ใกล้เคียงในการเลือกชนิดไม้สำรับปลูกเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กำลังเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ในปัจจุบันและอนาคต โดยชนิดไม้ที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ กระโดน หนามแท่ง และพลวง

พระราชดำริเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2533

เมื่อวันจันทร์ที่  26  พฤศจิกายน  2533  เวลา  15.35 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง  จากพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์  จังหวัดสกลนคร  ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานตามโครงการบำบัดน้ำเสียบริเวณหนองสนม    และศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  อำเภอเมือง   จังหวัดสกลนคร  ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับงานพัฒนาในด้านต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้

  1. เวลา 10.55  น.  ได้เสด็จพระราชดำเนินถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ได้เด็จฯ ทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ และได้พระราชทานพระราชดำริว่า “ ทางโน้น  ทำอุตสาหกรรมเป็นครัวเรือน  ใช้ไม้ไผ่จำนวนมาก  ในศูนย์ศึกษานี้  ควรรวบรวมพันธุ์ไผ่และปลูกไผ่ในสภาพพื้นที่ต่างๆ กัน   ถ้าเลือกเฉพาะสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมปลูกแล้ว   ที่อื่นๆไม่ทราบ  ลองปลูกดูว่าจะได้ผลในสภาพใดบ้าง ต้องพยายามปลูกไม้ต่างๆ ในสภาพพื้นที่ต่างๆ  ปลูกทุกลักษณะดิน  ปลูกเป็นส่วนๆ  อาจไม่ได้อยู่ในเขตของป่าไม้  ควรปลูกในที่ที่อื่นด้วยเพื่อเป็นตัวอย่าง  เช่น  การปลูกข้าว  ไม่ใช่ปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม  ปลูกเป็นหย่อมๆ  ในลักษณะดินต่างๆ  พื้นที่ต่างๆ  ลักษณะน้ำต่างๆ  กัน  เกษตรกรที่มาจากพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเลยไปเห็นแล้วน่าสงสาร    ถ้ามาดูในสภาพพื้นที่ของเราเหมือนเขา    เขาก็จะมีกำลังใจ ต้องช่วยใส่ปุ๋ย ตักน้ำไปใส่  10  วันครั้งพอจะไหว   เพราะบางทีน้ำเพื่อบริโภคต้องเดินไป  2 – 3 กิโลเมตร  ไผ่นี้ถ้าปลูกได้  จะช่วยในการปรับปรุงดิน  และไปทำประโยชน์ในการอุตสาหกรรมและอย่างอื่นด้วย “ และได้พระราชทานพระราชดำริว่า  ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เพิ่งได้ดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำตามเชิงเขาต่างๆ เป็นอ่างเก็บน้ำ  และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง ในศูนย์ศึกษานี้  ก็ได้ใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำได้อย่างทั่วถึงด้วย

ผลการดำเนินงาน  มีดังนี้

      มีการขยายพันธุ์หวายและไม้ไผ่ โดยมีการบำรุงรักษาแปลงปลูกไม้ไผ่ชนิดต่างๆ กับไม้ผล แปลงปลูกไม้ไผ่ตง ไผ่หวาน และหวายดง เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีแปลงปลูกไม้ไผ่ ในลักษณะปลูกเป็นหย่อมๆในพื้นที่ศูนย์และแปลงปลูกเพื่อรวมรวมพันธุ์ไผ่ชนิดต่างๆและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพื่อช่วยในการปรับปรุงดินและไปทำประโยชน์ในการอุตสาหกรรมและอย่างอื่น เช่น ทำเครื่องจักรสาน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

QR code



ยางนาราชาแห่งป่าไม้


ต้นแดง